คู่รักส่วนใหญ่ตกลงเรื่องเงินกันครั้งแรกตอนย้ายมาอยู่ด้วยกัน และวิธีที่เลือกมักเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด คือหารครึ่ง ค่าห้องหารครึ่ง ค่าไฟหารครึ่ง ของเข้าบ้านใครไปซื้อคนนั้นจ่ายแล้วค่อยเคลียร์กัน ฟังดูยุติธรรม จนกระทั่งเดือนที่สามที่ฝ่ายหนึ่งเริ่มเงียบทุกครั้งที่อีกฝ่ายชวนไปกินร้านใหม่
เพราะรายได้ของคนสองคนแทบไม่เคยเท่ากัน และวิธีบริหารเงินกับแฟนที่ใช้ได้จริงต้องเริ่มจากยอมรับข้อนี้ก่อน บทความนี้จะเทียบสามสูตรแบ่งค่าใช้จ่ายด้วยตัวเลขจริง บอกว่าแต่ละแบบเหมาะกับคู่แบบไหน แล้ววางระบบสามกระเป๋าที่ทำให้ไม่ต้องเคลียร์บิลกันทุกสัปดาห์ รวมถึงข้อที่คนไม่ค่อยพูดกัน คือถ้าแฟนมีหนี้ ต้องทำยังไง
หารครึ่งคือวิธีที่แฟร์ที่สุด สำหรับคู่ที่รายได้เท่ากันเท่านั้น
สมมติฝ่ายหนึ่งเงินเดือน 25,000 อีกฝ่าย 45,000 ค่าใช้จ่ายร่วมต่อเดือน ค่าห้อง 12,000 ค่าน้ำไฟเน็ต 2,000 ของกินของใช้ในบ้าน 6,000 รวม 20,000 บาท ถ้าหารครึ่ง คนละ 10,000 ฟังดูเท่ากัน แต่สำหรับคนเงินเดือน 25,000 นั่นคือ 40 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ ส่วนคนเงินเดือน 45,000 จ่ายแค่ 22 เปอร์เซ็นต์ หลังหักค่าใช้จ่ายร่วม คนหนึ่งเหลือ 15,000 อีกคนเหลือ 35,000
ตัวเลขนี้อธิบายได้ว่าทำไมคู่ที่หารครึ่งถึงทะเลาะเรื่องไลฟ์สไตล์บ่อยกว่าเรื่องบิล คนที่เหลือ 35,000 อยากไปเที่ยว อยากกินดี และรู้สึกว่าตัวเองก็จ่ายส่วนของตัวเองครบแล้ว ส่วนคนที่เหลือ 15,000 ต้องเลือกระหว่างตามไปแล้วไม่มีเงินเก็บ กับปฏิเสธแล้วดูเป็นคนงก ไม่มีใครผิด ระบบต่างหากที่ผลักคนสองคนไปคนละฝั่ง
สูตรตามสัดส่วนรายได้ ยุติธรรมกว่า แต่ต้องกล้าเปิดสลิป
ชอบบทความแบบนี้? ติดตามเพิ่มเติมบน Line OA
บทความใหม่ · หนังสือแนะนำ · โปรโมชั่น
วิธีที่สองคือแบ่งตามสัดส่วน รายได้รวมสองคน 70,000 ฝ่าย 25,000 มีสัดส่วน 36 เปอร์เซ็นต์ ฝ่าย 45,000 มี 64 เปอร์เซ็นต์ ค่าใช้จ่ายร่วม 20,000 จึงแบ่งเป็น 7,200 กับ 12,800 บาท หลังจ่ายแล้วคนแรกเหลือ 17,800 คนที่สองเหลือ 32,200 ช่องว่างยังมี แต่ทั้งคู่จ่ายในอัตราเท่ากันคือราว 29 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ตัวเอง นี่คือความหมายของคำว่าแฟร์ที่ไม่ใช่แค่ตัวเลขเท่ากัน
เงื่อนไขของสูตรนี้คือต้องรู้รายได้กันจริง รวมโบนัส รายได้เสริม และหนี้ที่ต้องผ่อน คู่ที่ยังไม่พร้อมเปิดตัวเลขให้กันดู ยังไม่พร้อมใช้สูตรนี้ และพูดตรงๆ เลยว่าถ้ายังไม่พร้อมเปิดตัวเลขให้กันดู ก็ควรถามตัวเองก่อนว่าพร้อมอยู่บ้านเดียวกันจริงหรือยัง
สูตรที่สาม เหลือเท่ากันหลังจ่ายส่วนกลาง สำหรับคู่ที่ตัดสินใจไปด้วยกันยาวแล้ว
บางคู่ไปไกลกว่านั้น คือเอารายได้ทั้งหมดมารวมกัน จ่ายค่าใช้จ่ายร่วมและเงินเก็บร่วมออกไปก่อน ที่เหลือแบ่งกันคนละครึ่งเป็นเงินส่วนตัว จากตัวอย่างเดิม รวม 70,000 หักค่าใช้จ่ายร่วม 20,000 หักเงินเก็บร่วม 15,000 เหลือ 35,000 แบ่งคนละ 17,500 ใช้ยังไงก็ได้ไม่ต้องรายงานกัน
สูตรนี้ทำให้คนที่รายได้น้อยกว่าไม่รู้สึกเป็นพลเมืองชั้นสองในบ้านตัวเอง และคนที่รายได้มากกว่าไม่รู้สึกว่ากำลังเลี้ยงอีกฝ่าย เพราะทั้งคู่มองเงินเป็นของทีมตั้งแต่ต้น แต่มันเหมาะกับคู่ที่มีเป้าหมายร่วมชัด และไว้ใจกันระดับที่ถ้าต้องแยกทางพรุ่งนี้ก็ยังคุยเรื่องแบ่งเงินกันได้ดีๆ ถ้ายังไม่ถึงจุดนั้น ใช้สูตรตามสัดส่วนไปก่อน ไม่ต้องรีบ
ระบบสามกระเป๋า ที่ทำให้ไม่ต้องทวงกันทุกสัปดาห์
ไม่ว่าจะเลือกสูตรไหน ปัญหาถัดมาคือการเคลียร์บิล ใครจ่ายค่าไฟ ใครซื้อของ โอนคืนกันเท่าไหร่ ความหงุดหงิดเล็กๆ ตรงนี้กัดกินความสัมพันธ์มากกว่าตัวเลขเสียอีก วิธีที่ตัดปัญหาได้เกือบหมดคือมีบัญชีกลางหนึ่งบัญชี วันเงินเดือนออกแต่ละคนโอนส่วนของตัวเองเข้าไปตามสูตรที่ตกลง ค่าใช้จ่ายร่วมทุกอย่างตัดจากบัญชีนี้ จบ ไม่มีใครต้องจดว่าใครจ่ายอะไร
- กระเป๋าที่หนึ่ง บัญชีกลาง — ค่าห้อง ค่าน้ำไฟ ของเข้าบ้าน อาหารที่กินด้วยกัน โอนเข้าวันเงินเดือนออก ก่อนจะใช้อะไรทั้งนั้น
- กระเป๋าที่สอง เงินเก็บร่วม — เป้าหมายที่ตกลงกันชัดพร้อมตัวเลข เช่น เงินดาวน์คอนโด 300,000 ภายใน 3 ปี = เดือนละราว 8,300 แบ่งตามสัดส่วนเดียวกับค่าใช้จ่าย
- กระเป๋าที่สาม เงินส่วนตัว — ที่เหลือของแต่ละคน ห้ามอีกฝ่ายถามว่าเอาไปทำอะไร นี่คือกฎที่สำคัญที่สุดของทั้งระบบ
กระเป๋าที่สามคือสิ่งที่คู่รักส่วนใหญ่ลืม พอเริ่มมีเงินร่วมกัน คนมักรู้สึกว่ามีสิทธิ์ออกความเห็นกับเงินทุกบาทของอีกฝ่าย เสื้อตัวนี้จำเป็นไหม เกมนี้ต้องซื้อวันแรกเลยเหรอ คำถามพวกนี้คือจุดเริ่มของการทะเลาะเรื่องเงินที่ไม่ใช่เรื่องเงิน เงินส่วนตัวที่ไม่ต้องอธิบายคือวาล์วระบายแรงดันของทั้งระบบ
ถ้าแฟนมีหนี้ ระบบต้องเปลี่ยนตรงไหน
เรื่องที่คนไม่ค่อยพูดตอนตกลงเรื่องเงินคือหนี้ที่ติดตัวมาก่อนคบกัน หนี้ กยศ. หนี้บัตร ค่าผ่อนรถ กฎง่ายๆ คือหนี้ก่อนคบเป็นของคนนั้น จ่ายจากเงินส่วนตัวของเขา ไม่ใช่จากบัญชีกลาง แต่ให้คิดสัดส่วนจากรายได้หลังหักค่าผ่อนหนี้ ไม่ใช่รายได้เต็ม เพื่อไม่ให้คนที่มีหนี้ต้องแบกสองต่อ ทั้งผ่อนหนี้เองและจ่ายส่วนกลางในอัตราของคนที่ไม่มีหนี้
สิ่งที่ห้ามทำคือช่วยจ่ายหนี้แฟนโดยไม่มีข้อตกลงที่เขียนไว้ ตอนรักกันทุกอย่างดูเล็ก แต่ถ้าวันหนึ่งเลิกกัน เงินที่ช่วยผ่อนบัตรไปสองแสนจะกลายเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากพูดถึง ถ้าอยากช่วยจริง ให้ช่วยด้วยการนั่งทำแผนปิดหนี้ด้วยกัน ไม่ใช่ด้วยการโอนเงิน และก่อนแต่งงาน ควรรู้ตัวเลขหนี้ของกันและกันครบทุกบาท เพราะหลังจดทะเบียน หนี้ที่ก่อเพื่อครอบครัวระหว่างสมรสอาจกลายเป็นหนี้ร่วมของสองคนตามกฎหมาย
เริ่มคืนนี้ได้ด้วยกระดาษแผ่นเดียว
ไม่ต้องเปิดสเปรดชีต เขียนสามบรรทัด รายได้สุทธิของแต่ละคน ค่าใช้จ่ายร่วมต่อเดือน และเป้าหมายเงินเก็บร่วมหนึ่งอย่างพร้อมตัวเลข แล้วลองคำนวณทั้งสามสูตรให้ดูพร้อมกัน ส่วนใหญ่พอเห็นตัวเลขจริง คู่รักจะเลือกได้ในสิบนาทีโดยไม่ต้องเถียง เพราะสิ่งที่เถียงกันมาตลอดไม่ใช่ว่าใครควรจ่ายเท่าไหร่ แต่คือความรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่เห็นว่าตัวเองจ่ายไปเท่าไหร่
ระบบที่ดีไม่ได้ทำให้ความรักหวานขึ้น มันแค่เอาเรื่องเงินออกจากทางของความรัก ให้เหลือแต่เรื่องที่ควรใช้เวลาเถียงกันจริงๆ เช่นคืนนี้จะกินอะไร
อ่านต่อในหมวดความสัมพันธ์
มีบทความอื่นน่าสนใจรออยู่อีกเยอะ




